
แบบสอบถามดี งานวิจัยเชิงสำรวจก็สำเร็จไปครึ่งทาง
แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมสูงสุดในงานวิจัยเชิงสำรวจ เพราะเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวนมากได้สะดวกและนำไปวิเคราะห์ทางสถิติได้ง่าย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้งานวิจัยเชิงสำรวจสำเร็จได้คือการสร้างแบบสอบถามให้เก็บข้อมูลได้ตรงกับวัตถุประสงค์ ความยากที่แท้จริงอยู่ที่การแปลงนิยามเชิงปฏิบัติการของตัวแปรออกมาเป็นข้อคำถาม ซึ่งนักวิจัยมือใหม่และนักศึกษาบัณฑิตศึกษามักยังไม่เข้าใจกระบวนการนี้อย่างเป็นระบบ (จักรกฤษณ์ โพดาพล, 2564)
บทความนี้จะสรุปวิธีสร้างแบบสอบถามที่มีคุณภาพออกเป็น 7 ขั้นตอนที่ทำตามได้จริง พร้อมหลักการเขียนข้อคำถามที่ดีและข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อให้ผู้อ่านสร้างเครื่องมือที่พร้อมนำไปตรวจสอบคุณภาพและเก็บข้อมูลจริงได้อย่างมั่นใจ
แบบสอบถามที่ดีมีลักษณะและโครงสร้างอย่างไร
แบบสอบถามที่ดีต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย ครอบคลุมตัวแปรที่ต้องการวัด ใช้ภาษาที่ชัดเจนเข้าใจง่าย และไม่ชี้นำคำตอบ โดยทั่วไปแบบสอบถามมักประกอบด้วยสามส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนที่หนึ่ง ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ เช่น เพศ อายุ ระดับการศึกษา ส่วนที่สอง ข้อคำถามหลักที่วัดตามตัวแปรของการวิจัย ซึ่งเป็นหัวใจของแบบสอบถาม และส่วนที่สาม ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเพิ่มเติมแบบปลายเปิด การวางโครงสร้างให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ผู้ตอบเข้าใจและให้ข้อมูลได้ครบถ้วน
ข้อคำถามในแบบสอบถามแบ่งได้เป็นสองลักษณะใหญ่ คือ ข้อคำถามปลายปิด (Closed-ended) ที่กำหนดตัวเลือกให้ผู้ตอบเลือก เช่น แบบเลือกตอบและแบบมาตรประมาณค่า ซึ่งวิเคราะห์ทางสถิติได้ง่าย และข้อคำถามปลายเปิด (Open-ended) ที่เปิดให้ผู้ตอบแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกแต่วิเคราะห์ยากกว่า แบบสอบถามที่ดีมักผสมทั้งสองลักษณะอย่างเหมาะสม โดยใช้ข้อคำถามปลายปิดเป็นหลักและเสริมด้วยข้อเสนอแนะปลายเปิดในตอนท้าย
7 ขั้นตอนการสร้างแบบสอบถามที่มีคุณภาพ
การสร้างแบบสอบถามอย่างเป็นระบบสามารถแบ่งได้เป็น 7 ขั้นตอน ตามที่สรุปไว้ในตารางที่ 1 จากนั้นจะอธิบายรายละเอียดของแต่ละขั้นตอน
ตารางที่ 1 สรุป 7 ขั้นตอนการสร้างแบบสอบถามวิจัย
| ขั้นที่ | กิจกรรมหลัก |
| 1 | ศึกษาวัตถุประสงค์ นิยามเชิงปฏิบัติการ และกรอบแนวคิดการวิจัย |
| 2 | กำหนดโครงสร้างและประเภทของแบบสอบถาม |
| 3 | ร่างข้อคำถามจากนิยามเชิงปฏิบัติการของตัวแปร |
| 4 | เลือกรูปแบบมาตรวัดและเกณฑ์การให้คะแนน |
| 5 | ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ (IOC) |
| 6 | ทดลองใช้และหาค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha) |
| 7 | ปรับปรุงและจัดทำแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ |
ขั้นที่ 1 ศึกษาวัตถุประสงค์และนิยามเชิงปฏิบัติการ
เริ่มจากทบทวนวัตถุประสงค์การวิจัย กรอบแนวคิด และนิยามเชิงปฏิบัติการของตัวแปรแต่ละตัวให้ชัดเจน เพราะนิยามเชิงปฏิบัติการคือฐานสำคัญที่จะนำไปแปลงเป็นข้อคำถาม หากนิยามไม่ชัด ข้อคำถามที่ได้ก็จะวัดไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องการศึกษา (จักรกฤษณ์ โพดาพล, 2564)
ในขั้นนี้ผู้วิจัยควรจัดทำตารางวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร นิยามเชิงปฏิบัติการ และจำนวนข้อคำถามที่จะวัดในแต่ละองค์ประกอบ เพื่อเป็นพิมพ์เขียวที่ช่วยให้ข้อคำถามครอบคลุมและสมดุลกันในทุกด้าน ไม่หนักไปด้านใดด้านหนึ่งจนเกินไป
ขั้นที่ 2 กำหนดโครงสร้างและประเภทของแบบสอบถาม
กำหนดว่าจะแบ่งแบบสอบถามเป็นกี่ตอน แต่ละตอนวัดตัวแปรใด และจะใช้ข้อคำถามประเภทใด เช่น แบบเลือกตอบ แบบมาตรประมาณค่า หรือแบบปลายเปิด ให้เหมาะกับลักษณะข้อมูลที่ต้องการ
การวางลำดับตอนของแบบสอบถามก็มีความสำคัญ โดยทั่วไปควรเริ่มจากข้อคำถามที่ตอบง่ายและไม่อ่อนไหว เช่น ข้อมูลทั่วไป แล้วจึงตามด้วยข้อคำถามหลักที่วัดตัวแปร และปิดท้ายด้วยข้อเสนอแนะ เพื่อให้ผู้ตอบรู้สึกผ่อนคลายและให้ข้อมูลได้ต่อเนื่อง
ขั้นที่ 3 ร่างข้อคำถามจากนิยามเชิงปฏิบัติการ
เขียนข้อคำถามให้ครอบคลุมทุกองค์ประกอบของตัวแปรตามนิยามเชิงปฏิบัติการ โดยแต่ละข้อควรวัดเพียงประเด็นเดียว ใช้ภาษาเข้าใจง่าย และมีจำนวนข้อเพียงพอที่จะสะท้อนตัวแปรได้ครบถ้วน
เทคนิคที่ช่วยได้คือ การร่างข้อคำถามหลายข้อต่อหนึ่งองค์ประกอบของตัวแปร แล้วค่อยคัดเลือกข้อที่ดีที่สุดไว้ การเขียนข้อคำถามให้เป็นเชิงบวกสลับกับเชิงลบอย่างเหมาะสมเพื่อลดการตอบแบบอัตโนมัติ และการให้เพื่อนหรืออาจารย์ช่วยอ่านทบทวนความชัดเจนก่อนนำไปตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญ
ขั้นที่ 4 เลือกรูปแบบมาตรวัดและเกณฑ์การให้คะแนน
สำหรับการวัดความคิดเห็นหรือทัศนคติ นิยมใช้มาตรประมาณค่าแบบลิเคิร์ต 5 ระดับ พร้อมกำหนดเกณฑ์การแปลความหมายของค่าเฉลี่ยไว้ล่วงหน้า ดังตัวอย่างในตารางที่ 2
ตารางที่ 2 ตัวอย่างมาตรประมาณค่าลิเคิร์ต 5 ระดับ และเกณฑ์การแปลความหมาย
| ระดับความคิดเห็น | คะแนน | ช่วงค่าเฉลี่ยสำหรับแปลผล |
| มากที่สุด | 5 | 4.21 – 5.00 |
| มาก | 4 | 3.41 – 4.20 |
| ปานกลาง | 3 | 2.61 – 3.40 |
| น้อย | 2 | 1.81 – 2.60 |
| น้อยที่สุด | 1 | 1.00 – 1.80 |
ขั้นที่ 5 ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ
นำแบบสอบถามที่ร่างเสร็จให้ผู้เชี่ยวชาญ 3-5 ท่านพิจารณาความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ แล้วคำนวณค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยคงข้อที่มีค่าตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป และปรับปรุงหรือตัดข้อที่ต่ำกว่าเกณฑ์ (รายละเอียดดูได้ในบทความเรื่องค่า IOC)
นอกจากค่า IOC แล้ว ผู้เชี่ยวชาญยังช่วยให้ข้อเสนอแนะเชิงคุณภาพเกี่ยวกับถ้อยคำ ความเหมาะสมของตัวเลือก และความครอบคลุมของเนื้อหา ซึ่งผู้วิจัยควรนำมาปรับปรุงควบคู่กับการพิจารณาค่าตัวเลข
ขั้นที่ 6 ทดลองใช้และหาค่าความเชื่อมั่น
นำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ (Try-out) กับกลุ่มที่มีลักษณะใกล้เคียงกลุ่มตัวอย่างจริงประมาณ 30 คน แล้วหาค่าความเชื่อมั่นด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค โดยควรมีค่าตั้งแต่ 0.70 ขึ้นไปจึงถือว่าใช้ได้ (รายละเอียดดูได้ในบทความเรื่อง Cronbach’s Alpha)
การทดลองใช้ยังช่วยให้ทราบปัญหาเชิงปฏิบัติ เช่น ข้อคำถามที่ผู้ตอบเข้าใจผิด คำที่กำกวม หรือระยะเวลาที่ใช้ตอบนานเกินไป ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการปรับปรุงในขั้นตอนสุดท้าย
ขั้นที่ 7 ปรับปรุงและจัดทำฉบับสมบูรณ์
นำผลจากการตรวจสอบคุณภาพมาปรับปรุงข้อคำถามครั้งสุดท้าย จัดรูปแบบให้อ่านง่าย เพิ่มคำชี้แจงการตอบ แล้วจัดทำเป็นแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์เพื่อนำไปเก็บข้อมูลจริง
หลักการเขียนข้อคำถามที่ดี
ข้อคำถามที่ดีควรสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและเหมาะสมกับผู้ตอบ ใช้ข้อความสั้นกะทัดรัดได้ใจความ แต่ละข้อควรมีนัยเพียงประเด็นเดียว หลีกเลี่ยงการใช้ประโยคปฏิเสธซ้อน ไม่ใช้คำย่อ หลีกเลี่ยงคำที่เป็นนามธรรมมากเกินไป และต้องไม่ชี้นำให้ผู้ตอบตอบไปในแนวทางใดแนวทางหนึ่ง (บุญรัตน์ แผลงศร, 2565) นอกจากนี้ หากใช้แบบสอบถามออนไลน์ เช่น Google Forms ยังต้องคำนึงถึงการออกแบบให้ตอบง่ายบนมือถือ และจริยธรรมในการเก็บข้อมูล เช่น การขอความยินยอมและการรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ตอบด้วย
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการสร้างแบบสอบถาม
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ได้แก่ การตั้งข้อคำถามที่ไม่สอดคล้องกับนิยามเชิงปฏิบัติการ การถามหลายประเด็นในข้อเดียว การใช้คำกำกวมหรือชี้นำ การมีจำนวนข้อคำถามมากเกินจำเป็นจนผู้ตอบเบื่อ และการข้ามขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือก่อนนำไปใช้ ที่ผ่านมาพบว่างานวิจัยจำนวนไม่น้อยรายงานคุณภาพเครื่องมือไม่ครบถ้วนตามหลักการวัด ผู้วิจัยจึงควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความตรงและความเชื่อมั่นทุกครั้ง (มณีรัศมิ์ พัฒนสมบัติสุข, 2564)
คำถามที่พบบ่อย
แบบสอบถามควรมีกี่ข้อ
ไม่มีจำนวนตายตัว ขึ้นอยู่กับจำนวนตัวแปรและองค์ประกอบที่ต้องการวัด หลักสำคัญคือต้องครอบคลุมตัวแปรครบถ้วนแต่ไม่ยาวจนผู้ตอบเบื่อ โดยข้อคำถามแต่ละข้อต้องมีที่มาจากนิยามเชิงปฏิบัติการ
จำเป็นต้องใช้มาตรลิเคิร์ต 5 ระดับเสมอไปหรือไม่
ไม่จำเป็น สามารถใช้ 4 ระดับ 6 ระดับ หรือรูปแบบอื่นได้ตามความเหมาะสม แต่มาตร 5 ระดับเป็นที่นิยมเพราะแปลผลง่ายและคุ้นเคยกับผู้ตอบชาวไทย
สรุป
การสร้างแบบสอบถามที่มีคุณภาพเป็นกระบวนการที่เริ่มจากการเข้าใจวัตถุประสงค์และนิยามเชิงปฏิบัติการ ไปสู่การร่างข้อคำถาม การเลือกมาตรวัด การตรวจสอบความตรงด้วยค่า IOC การทดลองใช้และหาความเชื่อมั่นด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟา จนถึงการจัดทำฉบับสมบูรณ์ รวม 7 ขั้นตอน เมื่อทำครบทุกขั้นตอนพร้อมยึดหลักการเขียนข้อคำถามที่ดีและหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ก็จะได้แบบสอบถามที่เก็บข้อมูลได้ตรงตามวัตถุประสงค์ น่าเชื่อถือ และพร้อมนำไปใช้ในงานวิจัยจริง