การวิจัย

เรื่องที่ 1 แนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย

คำว่า การวิจัยหลายคนคงคิดว่าเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าพวกเราลองทำความเข้าใจกับคำว่าการวิจัยแล้ว สำหรับการนำไปใช้ในหาศึกษาทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็น สารนิพนธ์, การค้นคว้าอิสระ, ผมเชื่อว่าการวิจัยก็คงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปผมเองเป็นคนนึงที่พอศึกษาเรื่องการวิจัยมาพอสมควรกล้ารับประกันได้ว่าการวิจัยไม่ใช่เรื่องยากแล้วลองมาฟังดูไหมครับว่าการวิจัยที่บอกว่าไม่ใช่เรื่องยากนั้นเป็นอย่างไรในส่วนของนิยมกันที่ใจนั้นเราจะพบว่า การวิจัยนั้นเป็นกระบวนการค้นหาความรู้ความจริงด้วยวิธีการที่มีระบบเชื่อถือได้ เช่น reliability, การตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า, validity เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบของการวิจัยครั้งนี้ในการได้มาซึ่งกำหนดการวิจัยนั้นเราจะอาศัยกระบวนการทางด้านวิทยาศาสตร์ในส่วนของกระบวนการวิจัยนั้นจะประกอบด้วย ขั้นตอนที่สำคัญอยู่ 7 ขั้นตอนในส่วนของขั้นตอนแรกเป็นการกำหนดปัญหาการวิจัย ขั้นที่ 2 เป็นการกำหนดวัตถุประสงค์ ขั้นตอนที่ 3 เป็นการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องใน ขั้นตอนที่ 4 เป็นการออกแบบการวิจัย ขั้นตอนที่ 5 เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลขั้นที่ 6 เป็นการวิเคราะห์ข้อมูล และขั้นตอนที่ 7 เป็นการเขียนรายงานการวิจัย ขั้นตอนที่ 1 เป็นการกำหนดปัญหาวิจัยซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการวิจัยที่มีความสำคัญมากผู้วิจัยต้องค้นหาและตัดสินใจที่จะเลือกปัญหาวิจัยซึ่งปัญหาวิจัยที่ดีต้องมีความชัดเจนโดยกำหนดจากกรอบแนวคิดทางทฤษฎีและพัฒนามาสู่กรอบแนวคิดในการวิจัยจนได้ปัญหาวิจัยที่มีความเหมาะสม ขั้นตอนที่ 2 เป็นการกำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นขั้นตอนที่ผู้วิจัยต้องกำหนดวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของการวิจัยซึ่งจะต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับปัญหาวิจัย ขั้นตอนที่ 3 เป็นการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นขั้นตอนไม่ต้องให้ความสำคัญเพราะเป็นขั้นตอนที่ผู้วิจัยจะดำเนินการตั้งแต่เริ่มจนกระทั่งเสร็จสิ้นกระบวนการวิจัยเป็นการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาวิจัยซึ่งผู้วิจัยดำเนินการวิจัยครั้งนี้ในการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องนั้นเราจะสามารถเริ่มได้ตั้งแต่การค้นหาเพื่อกำหนดปัญหาวิจัยการกำหนดกรอบแนวคิดทฤษฎีการวิจัยการกำหนดวัตถุประสงค์และสมมติฐานการวิจัยการออกแบบการวิจัยไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเพื่อกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่างการออกแบบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยการออกแบบเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลการอภิปรายผลการวิเคราะห์ข้อมูลจนกระทั่งการเขียนรายงานเพื่อการเผยแพร่ผลการวิจัย ขั้นตอนที่ 4 เป็นการออกแบบการวิจัยเป็นขั้นตอนที่ผู้วิจัยดำเนินการวางแผนเพื่อกำหนดวิธีดำเนินการวิจัยโดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนที่สำคัญประกอบด้วยการออกแบบการสุ่มตัวอย่างการออกแบบการวัดตัวแปรและการออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูลโดยมีอะไรดังต่อไปนี้ในส่วนของการออกแบบการสุ่มตัวอย่างนั้นเป็นการออกแบบที่ผู้วิจัยดำเนินการสุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นตัวแทนของประชากรโดยใช้กระบวนการสุ่มที่มีความเหมาะสมและมีขนาดที่เหมาะสมและเป็นตัวแทนที่ดีของประชากรในส่วนของการออกแบบการวัดตัวแปรนั้นเป็นการออกแบบเครื่องมือเพื่อสำหรับวัตถุลักษณะตัวแปรที่ใช้ในการวิจัยได้อย่างเหมาะสมทั้งนี้จะต้องมีการสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยให้มีประสิทธิภาพน่าเชื่อถือในส่วนของการออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นการออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูลและเลือกใช้สถิติให้เหมาะสมกับปัญหาวิจัย ในขั้นตอนที่ 5 เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลซึ่งเป็นขั้นตอนที่ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามที่ได้ออกแบบไว้โดยนำเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยไปเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างที่ไม่ได้มาโดยการสุ่ม ขั้นตอนที่ 6 เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นขั้นตอนที่ผู้วิจัยดำเนินการนำข้อมูลที่ผ่านการเก็บรวบรวมข้อมูลมาแล้วมาดำเนินการวิเคราะห์มาดำเนินการประมวลผลด้วยวิธีการทางสถิติที่ได้ออกแบบไว้เพื่อตอบปัญหาวิจัยและตอบวัตถุประสงค์การวิจัยให้ครบถ้วนและในขั้นตอนสุดท้าย เป็นขั้นตอนที่ […]

เรื่องที่ 1 แนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย Read More »

แนวคิดเกี่ยวกับการวัดและข้อมูล

แนวคิดเกี่ยวกับการวัดและข้อมูล ในการวิจัยจำเป็นจะต้องใช้ข้อมูลควบคู่ไปกับแนวคิด  โดยการเชื่องโยงแนวคิดเข้ากับข้อมูล   ข้อมูลจึงเป็นสิ่งที่วัดได้  สิ่งที่นักวิจัยจะต้องทำความเข้าใจก็คือ  แนวคิดในการวัดคืออะไร? (ความหมายและเงื่อนไขการวัด) การวัด (Measurement) คือ กระบวนการกำหนดค่าหรือระบุความแตกต่างของคุณสมบัติของหน่วยวิเคราะห์ว่าแตกต่างกันหรือไม่ ในลักษณะใด และมากน้อยเพียงใด โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการ คือ การนิยามตัวแปรที่ต้องการวัดให้ชัดเจน และการกำหนดระดับการวัดให้เหมาะสมกับตัวแปรนั้น การวัด (Measurement) คือ กระบวนการที่ระบุความแตกต่างของคุณสมบัติของหน่วยวิเคราะห์ว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่ แตกต่างกันในลักษณะใด  และมากน้อยเพียงใด เงื่อนไขสำคัญในการวัดตัวแปรมี ๒ ประการ คือ นิยามตัวแปรหรือสิ่งที่ต้องการจะวัดให้ชัดเจน มีมาตราและหน่วยที่ใช้วัด (Unit of measurement) การวัดในเชิงคุณลักษณะ (Qualitative measurement)    การวัดคุณภาพหรือกายภาพที่แสดงลักษณะของปรากฏการณ์ที่สังเกต เช่น  ร้อน – เย็น, ดี – ไม่ดี, หนัก – เบา เป็นต้น   การวัดในลักษณะนี้จึงเป็นการวัดในเชิงเปรียบเทียบ  เพื่อแยกระดับของตัวแปรให้มีความแตกต่างกัน เช่น ความพึ่งพอใจ  ทัศนคติ 

แนวคิดเกี่ยวกับการวัดและข้อมูล Read More »

ฐานข้อมูลเริ่มต้นสำหรับผู้ทำวิจัยและนักศึกษา

ฐานข้อมูลงานวิจัย คือจุดเริ่มต้นสำคัญสำหรับผู้ทำวิจัยและนักศึกษาที่ต้องการค้นหาบทความ วารสารวิชาการ และวิทยานิพนธ์ (thesis) เพื่อนำไปต่อยอดงานของตนเอง บทความนี้รวมฐานข้อมูลงานวิจัยที่เริ่มต้นใช้งานได้จริง ทั้งแบบเปิดให้เข้าถึงฟรีและผ่านระบบห้องสมุดมหาวิทยาลัย มี Journal หลัก 1000 ชื่อ โดยเกินครึ่งมีค่า Impact Factor การันตีคุณภาพ!สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ภายใต้เครือข่ายมหาวิทยาลัย ScienceDirect เป็นฐานข้อมูล ครอบคลุมสาขาวิชา Physical Sciences and Engineering, Life Sciences, Health Sciences, Social Sciences, and Humanities https://library.cm.mahidol.ac.th/…/90-sciencedirect… SpringerLink – เป็นฐานข้อมูลหนังสือและวารสารอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์สุขภาพ https://library.cm.mahidol.ac.th/…/89-springer-link… Wiley Online LibraryWiley Online Library is the international scientific, technical, medical, and scholarly publishing

ฐานข้อมูลเริ่มต้นสำหรับผู้ทำวิจัยและนักศึกษา Read More »

สารนิพนธ์ ต่างจาก วิทยานิพนธ์ อย่างไร

วิทยานิพนธ์ คืออะไร? (งานวิจัยแบบเข้มข้น) วิทยานิพนธ์ คือ งานวิจัยระดับอุดมศึกษาที่เกิดจากการค้นคว้าอย่างเป็นระบบและเข้มข้น นักศึกษาต้องศึกษาหลายแนวคิดหรือหลายตัวแปรเชิงลึก ใช้สถิติและการวิเคราะห์ที่ซับซ้อน ใช้เวลาและทรัพยากรมาก เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่มีคุณภาพและมาตรฐานทางวิชาการ งานวิทยานิพนธ์หรืองานวิจัยระดับอุดมศึกษา อันเป็นผลงานจากการค้นคว้าวิจัย เป็นงานเขียนวิชาการที่นักศึกษาทุกคนโดยเฉพาะในระดับปริญญาโทและเอกต้องจัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการจบการศึกษา รับปริญญา เพื่อเป็นเกียรติคุณและ เป็นไปเบิกทางในสายอาชีพต่างๆ ที่ตนเองสนใจในอนาคต สารนิพนธ์ คืออะไร? (การค้นคว้าอิสระ) สารนิพนธ์ หรือการค้นคว้าอิสระ (Independent Study) คือ การศึกษาวิจัยอิสระที่กลั่นกรองความรู้ในประเด็นที่สนใจ โดยทั่วไปศึกษาแนวคิดหรือตัวแปรเพียงตัวเดียว ใช้สถิติและการวิเคราะห์ที่ไม่ซับซ้อน และเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในหลักสูตร แต่ยังคงต้องมีคุณภาพและมาตรฐานทางวิชาการ การค้นคว้าอิสระ (Independent Study) หมายถึง การศึกษาวิจัยอิสระ โดยอาศัยการกลั่นกรองความรู้และสาระในเนื้อหาต่างๆ ที่มีผู้ศึกษาวิจัยไว้แล้ว การค้นคว้าอิสระที่ได้มาจากการอ่าน การรวบรวมวิเคราะห์ของผู้เขียนแล้วนำมาสรุปผลให้เป็นเรื่องเดียวกัน สารนิพนธ์ ต่างจาก วิทยานิพนธ์ อย่างไร? ความแตกต่างหลักอยู่ที่ความเข้มข้นและขอบเขต สารนิพนธ์มักศึกษาแนวคิดหรือตัวแปรเดียว ใช้สถิติไม่ซับซ้อน และกระชับกว่า ขณะที่วิทยานิพนธ์ศึกษาหลายตัวแปรเชิงลึก ใช้เวลาและการวิเคราะห์มากกว่า แต่ทั้งสองต่างต้องมีคุณภาพและมาตรฐานทางวิชาการเช่นเดียวกัน สารนิพนธ์ต่างจากวิทยานิพนธ์ ในเรื่องของแนวคิด (concept) หรือตัวแปร (variable)

สารนิพนธ์ ต่างจาก วิทยานิพนธ์ อย่างไร Read More »

ตรวจภาษาอังกฤษ ให้ตรงตามหลัก Grammar ด้วยเว็บไซต์

https://www.grammarly.com/      เว็บไซต์ Grammarly เป็นแพลตฟอร์มที่ให้บริการเครื่องมือช่วยในการเขียนภาษาอังกฤษ โดยใช้ AI ในการตรวจสอบและแก้ไขไวยากรณ์ การสะกดคำ สไตล์การเขียน และการวิเคราะห์โทนของข้อความ นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบการลอกเลียนเนื้อหา (plagiarism) เพื่อให้ผู้ใช้มั่นใจว่าข้อความของตนมีความถูกต้องและเหมาะสมในการสื่อสาร ใช้งานได้บนหลากหลายแพลตฟอร์ม เช่น บราวเซอร์ แอปพลิเคชัน และโปรแกรมต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้การเขียนมีประสิทธิภาพและชัดเจนยิ่งขึ้น     Grammarly มีประโยชน์ในหลายด้าน เช่น: การตรวจสอบไวยากรณ์และการสะกดคำ: ช่วยแก้ไขข้อผิดพลาดทางภาษา ทำให้ข้อความชัดเจนและเป็นมืออาชีพมากขึ้น การปรับปรุงสไตล์การเขียน: แนะนำการปรับปรุงโครงสร้างประโยคและคำศัพท์เพื่อให้ข้อความมีคุณภาพดีขึ้น การวิเคราะห์โทน: ตรวจสอบและแนะนำการปรับโทนการเขียนให้สอดคล้องกับเป้าหมายของการสื่อสาร การตรวจสอบการลอกเลียนเนื้อหา: ป้องกันการใช้เนื้อหาที่ซ้ำซ้อนหรือคล้ายคลึงกับผู้อื่น      Grammarly ช่วยให้ผู้ใช้สามารถพัฒนาทักษะการเขียนและทำให้ข้อความสื่อสารได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น. Email: thesisonline99@gmail.com ยินดีให้คำปรึกษาทุกท่านค่ะ คลิก : https://m.me/iamthesis/ Facebook : https://www.facebook.com/iamthesis Website: http://www.iamthesis.com/ ช่องทางในการติดตามความรู้จากเรา#บทความ #แปล #ปรึกษาวิทยานิพน์#เครื่องมือวิจัย #เทคนิคสำหรับวิจัย #งานวิจัย#การวิจัย

ตรวจภาษาอังกฤษ ให้ตรงตามหลัก Grammar ด้วยเว็บไซต์ Read More »

Validity (ความถูกต้อง)ในงานวิจัย

ความถูกต้อง Validity ในงานวิจัย Validity ประเภทของความถูกต้อง             หรือ การวัดต้องมีความถูกต้องเป็นคุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่งของ เครื่องมือวิจัยกล่าวคือ เป็นเครื่องมือที่สามารถวัดได้ตรงกับที่ต้องการจะวัด การตรวจสอบความตรงทำได้หลายวิธี ดังนี้ 1. ความถูกต้องเกี่ยวกับมาตรฐาน (Criterion–related validity) เป็นความถูกต้องที่สอดคล้องกับความคิด/มาตรฐาน ที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน เป็นการประเมินความตรงตามเกณฑ์ที่ได้มาตรฐานการตรวจสอบที่มุ่งหาความสัมพันธ์ระหว่างค่าที่วัดได้จากเครื่องมือที่สร้าง กับค่าที่วัดได้จากเกณฑ์ ความสำคัญอยู่ที่เกณฑ์ที่ผู้วิจัยเลือกว่าถูกต้องตามหลักทฤษฎี ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปหรือไม่ เกณฑ์ที่เลือกใช้มี 2 ลักษณะ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ต้องการให้เครื่องมือนั้นวัดได้ตรงตามเกณฑ์ กล่าวคือ 1.2.1) ตรงตามสภาพ (Concurrent Validity) หมายถึง ลักษณะที่เครื่องมือวัดได้มีความตรงตามสภาพความเป็นจริงโดยทั่ว ๆ ไปในเวลานั้น 1.2.2) ความตรงตามทำนาย (Predictive Validity) หมายถึง ลักษณะที่เครื่องมือวัดได้มีความตรงตามความจริงที่จะเกิดขึ้นตามมาภายหลัง หรือในอนาคต ซึ่งสามารถทำนายได้ 2. ความถูกต้องในเนื้อหา (Content validity) ความครอบคลุมของมาตรวัด/เครื่องมือในเรื่องที่เป็นเนื้อหาของสิ่งที่ต้องการวัด ความสามารถในการวัดกลุ่มเนื้อหาที่ต้องการจะวัดได้ครอบคลุมและเป็นตัวแทนของสิ่งที่ต้องการวัด เช่น วัดความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ หรือการวัดทักษะด้านต่าง ๆ เป็นการมองโดยส่วนรวมว่าเครื่องมือหรือชุดของคำถามหรือแบบวัดนั้น  ครอบคลุมเนื้อหาที่จะวัดได้ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ 

Validity (ความถูกต้อง)ในงานวิจัย Read More »

แบบแผนการสุ่มตัวอย่าง มีอะไรบ้าง

แบบแผนการสุ่มตัวอย่าง ในการสุ่มตัวอย่างจากประชากร อาจแบ่งได้ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ การสุ่มตัวอย่างแบบไม่ทราบโอกาส (Non-probability Sampling) คืออะไร?                 – ไม่สามารถวัดควาถูกต้อง หรือ ความเชื่อถือได้ของค่าประมาณจากตัวอย่างนั้น ๆ  ใช้ได้ผลดีในกรณีที่ลักษณะของสิ่งที่ศึกษาพบได้น้อยในประชากร  และในกรณีที่ไม่สามารถกำหนดกรอบของหน่วยศึกษาใน แบบแผนการสุ่มตัวอย่าง ได้             – การสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental  sampling)             – การสุ่มตัวอย่างแบบโควต้า (Quota  sampling)             – การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive  sampling)             – การสุ่มตัวอย่างแบบบอลล์หิมะ (Snowball  sampling) การสุ่มตัวอย่างแบบทราบโอกาส (Probability Sampling) คืออะไร มีกี่วิธี?             สามารถกำหนดได้ว่า หน่วยแต่ละหน่วยของประชากรมีโอกาสเท่าใด ที่จะถูกเลือกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง  โดยโอกาสที่แต่ละหน่วยประชากรเป้าหมายจะถูกเลือกขึ้นมาเป็นตัวอย่างต้องเท่ากัน             – การสุ่มกระจายแบบง่าย (Simple 

แบบแผนการสุ่มตัวอย่าง มีอะไรบ้าง Read More »

การออกแบบวิจัย (Research Design)

การออกแบบวิจัย (Research Design) คืออะไร แบบวิจัย (Research Design) คืออะไร หมายถึง ขอบข่ายของโปรแกรมการวิจัยที่แสดงถึงแบบจำลองของการจัดกระทำตัวแปรในการวิจัย โดยเฉพาะการจัดเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้ได้คำตอบบรรลุจุดมุ่งหมายของการวิจัยอย่างถูกต้องสมบูรณ์ การกำหนดแบบวิจัยหรือแบบจำลองการจัดกระทำตัวแปรในการวิจัยให้เหมาะสมกับปัญหาที่มุ่งวิจัย/มากกว่าการวางแผนการวิจัยที่เขียนออกมาในรูปโครงการวิจัย การออกแบบวิจัยมีจุดมุ่งหมายอะไรบ้าง 1. เพื่อให้ได้คำตอบในปัญหาที่ทำการวิจัยอย่างถูกต้อง แม่นตรง และประหยัด 2. ควบคุมความแปรปรวนของตัวแปรในการวิจัย ประเภทของการออกแบบวิจัยมีอะไรบ้าง การออกแบบวิจัยจำแนกได้หลายมุมมอง หากดูตามลักษณะข้อมูลจะแบ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ และแบบผสมผสาน แต่ถ้าดูตามการจัดกระทำตัวแปรจะแบ่งเป็นการวิจัยเชิงทดลอง กึ่งทดลอง และไม่ทดลอง (เชิงบรรยาย สำรวจ และสหสัมพันธ์) การเลือกประเภทให้สอดคล้องกับคำถามวิจัยคือหัวใจของการออกแบบที่ดี ดังสรุปเปรียบเทียบในตารางที่ 1 ประเภทแบบวิจัย ลักษณะสำคัญ เหมาะกับคำถามวิจัยแบบ เชิงทดลอง (Experimental) จัดกระทำตัวแปรต้น มีกลุ่มควบคุม และสุ่มหน่วยเข้ากลุ่ม ต้องการสรุปความเป็นเหตุเป็นผล กึ่งทดลอง (Quasi-experimental) จัดกระทำตัวแปรต้นได้ แต่สุ่มเข้ากลุ่มไม่ได้เต็มรูปแบบ ทดลองในสภาพจริงที่สุ่มไม่ได้ ก่อนทดลอง (Pre-experimental) ควบคุมตัวแปรได้น้อย มักไม่มีกลุ่มควบคุม สำรวจเบื้องต้นก่อนทดลองจริง เชิงบรรยาย/สำรวจ (Descriptive/Survey) บรรยายสภาพหรือความคิดเห็นตามจริง

การออกแบบวิจัย (Research Design) Read More »

หลักในการออกแบบวิจัย

หลักในการออกแบบวิจัย ประกอบไปด้วย หลักการควบคุมความแปรปรวนของตัวแปร (The “maxmincon” principle) หลักในการออกแบบวิจัย คือ แนวทางการวางแผนการวิจัยเพื่อให้ได้คำตอบที่ตรงกับคำถามวิจัยมากที่สุด โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การ “ควบคุมความแปรปรวนของตัวแปร” ตามหลัก Max–Min–Con ที่เสนอโดย Kerlinger เพื่อให้ผลการวิจัยสะท้อนความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างตัวแปร ไม่ใช่ผลจากความคลาดเคลื่อนหรือตัวแปรแทรกซ้อน หลักนี้ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ การทำให้ความแปรปรวนเชิงระบบสูงสุด (Max) การทำให้ความคลาดเคลื่อนต่ำสุด (Min) และการควบคุมตัวแปรเกิน (Con) Max : ทำให้ความแปรปรวนของ Dependent variable อันเนื่องจากตัวแปรทดลองหรือตัวแปรหลักมีค่าสูงสุด (Independent variable) Min : ทำให้ความแปรปรวนอันเนื่องจากความคลาดเคลื่อนมีค่าต่ำสุด Con : ควบคุมอิทธิพลของตัวแปรเกิน Maximization of experimental variance (MAX) เป็นความแปรปรวน/หรือความแตกต่างของค่าหรือคะแนนของตัวแปรตาม : อันเป็นผลมาจากความแตกต่างของตัวแปรอิสระ/ตัวแปรทดลอง/ตัวแปรหลัก ⇒ ผู้วิจัยต้องพยายามจัดให้ตัวแปรอิสระมีความแตกต่างกันมากที่สุดเพื่อจะได้ส่งผลไปสู่ตัวแปรตามซึ่งเป็นไปตามหลักในการออกแบบวิจัย Minimization of error variance

หลักในการออกแบบวิจัย Read More »

Get 30% off your first purchase

Close Welcome Bar