เริ่มทำสมมติฐาน (Hypotheses)

สมมติฐาน (Hypotheses)

สมมติฐาน (hypotheses) คือสะพานที่เชื่อมคำถามวิจัยเข้ากับการเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ผล ผู้เริ่มทำวิจัยจำนวนไม่น้อยตั้งสมมติฐานไปตามความเคยชิน ทั้งที่จริงแล้วการตั้งสมมติฐานที่รัดกุมคือจุดที่ชี้ขาดว่างานจะมีทิศทางชัดหรือไม่ บทความนี้ไล่เรียงตั้งแต่ความหมาย ประเภท ขั้นตอนการตั้ง ไปจนถึงลักษณะของสมมติฐานที่ดี เพื่อให้นำไปปรับใช้กับงานของตนเองได้ทันที

สมมติฐานการวิจัยคืออะไร?

สมมติฐานการวิจัย คือ ข้อความที่คาดการณ์ล่วงหน้าถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตั้งแต่สองตัวขึ้นไป ซึ่งผู้วิจัยตั้งขึ้นก่อนลงมือเก็บข้อมูล แล้วรอการพิสูจน์ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าจะได้รับการสนับสนุนหรือถูกปฏิเสธ พูดให้สั้นที่สุด มันคือคำตอบชั่วคราวของคำถามวิจัยที่ยังรอการทดสอบ

ลักษณะสำคัญอยู่ตรงคำว่า คาดการณ์ล่วงหน้า สมมติฐานจึงไม่ใช่ข้อสรุป แต่เป็นข้อเสนอที่ผู้วิจัยยอมให้ข้อมูลเป็นฝ่ายตัดสิน หากข้อมูลไม่สนับสนุน การปฏิเสธสมมติฐานก็เป็นผลการวิจัยที่มีคุณค่าไม่น้อยไปกว่าการยืนยัน

ทำไมงานวิจัยจึงต้องมีสมมติฐาน?

เหตุผลหลักคือสมมติฐานทำให้งานวิจัยมีจุดโฟกัส มันกำหนดว่าต้องเก็บตัวแปรใด ใช้สถิติแบบไหน และจะตีความผลอย่างไร งานที่ไม่มีสมมติฐานชัดมักเก็บข้อมูลเกินจำเป็นแล้วมาติดตันตอนวิเคราะห์ ผู้วิจัยเห็นว่าการเสียเวลาขัดเกลาสมมติฐานตั้งแต่ต้น คุ้มกว่าการย้อนกลับมาแก้โครงสร้างงานภายหลังมาก

แต่ไม่ใช่ว่างานทุกชิ้นจะต้องมีสมมติฐานเสมอไป งานวิจัยเชิงสำรวจหรือเชิงคุณภาพที่มุ่งทำความเข้าใจปรากฏการณ์ใหม่ อาจใช้คำถามวิจัยแทนได้ ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าต้องมีหรือไม่ แต่อยู่ที่ธรรมชาติของคำถามเรียกร้องสิ่งใด

สมมติฐานมีกี่ประเภท?

โดยทั่วไปจำแนกสมมติฐานได้สามแกนหลัก ได้แก่ จำแนกตามรูปแบบการเขียน (การวิจัยกับทางสถิติ) จำแนกตามการระบุทิศทาง (มีทิศทางกับไม่มีทิศทาง) และจำแนกตามลักษณะความสัมพันธ์ (เชิงสัมพันธ์กับเชิงสาเหตุ) ตารางด้านล่างสรุปความต่างและตัวอย่างของแต่ละประเภทไว้ให้เทียบกัน

เกณฑ์การจำแนกประเภทลักษณะเด่นตัวอย่าง
ตามรูปแบบการเขียนสมมติฐานการวิจัย (research hypothesis)เขียนเป็นภาษาบรรยายถึงความสัมพันธ์ที่คาดไว้นักศึกษาที่ใช้สื่อออนไลน์มากมีผลสัมฤทธิ์สูงกว่า
สมมติฐานทางสถิติ (statistical hypothesis)เขียนเป็นสัญลักษณ์ H0 และ H1 เพื่อการทดสอบH0: ค่าเฉลี่ยสองกลุ่มเท่ากัน / H1: ค่าเฉลี่ยต่างกัน
ตามการระบุทิศทางมีทิศทาง (directional)ระบุชัดว่ามากกว่าหรือน้อยกว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนสูงกว่ากลุ่มควบคุม
ไม่มีทิศทาง (non-directional)ระบุเพียงว่าแตกต่าง แต่ไม่บอกทิศทางสองกลุ่มมีคะแนนแตกต่างกัน
ตามลักษณะความสัมพันธ์เชิงสัมพันธ์ (associative)ตัวแปรเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน แต่ไม่ชี้เหตุ-ผลรายได้สัมพันธ์กับระดับการศึกษา
เชิงสาเหตุ (causal)ตัวแปรหนึ่งเป็นสาเหตุให้อีกตัวเปลี่ยนแปลงการฝึกอบรมทำให้ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น
ตารางที่ 1 ประเภทของสมมติฐานจำแนกตามเกณฑ์ต่าง ๆ

ข้อควรระวังที่พบบ่อยคือการสับสนระหว่างสมมติฐานเชิงสัมพันธ์กับเชิงสาเหตุ การพบว่าตัวแปรสองตัวสัมพันธ์กันไม่ได้แปลว่าตัวหนึ่งเป็นเหตุของอีกตัวเสมอไป การอ้างความเป็นเหตุเป็นผลต้องอาศัยการออกแบบวิจัยที่ควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนได้ ไม่ใช่เพียงค่าสหสัมพันธ์ จุดนี้คือที่ที่งานของนักศึกษามักถูกกรรมการตั้งคำถามมากที่สุด

เริ่มตั้งสมมติฐานอย่างไร?

เริ่มจากคำถามวิจัยและผลการทบทวนวรรณกรรม แล้วแปลงสิ่งที่คาดว่าจะพบให้เป็นข้อความที่ระบุตัวแปรและความสัมพันธ์อย่างชัดเจน ลำดับขั้นที่ใช้ได้จริงมีดังนี้

  • ☐ ทบทวนวรรณกรรมให้เห็นช่องว่างและทิศทางความสัมพันธ์ที่งานก่อนหน้าค้นพบ
  • ☐ ระบุตัวแปรต้นและตัวแปรตามให้ชัด พร้อมนิยามเชิงปฏิบัติการ
  • ☐ เขียนความสัมพันธ์ที่คาดการณ์เป็นประโยคเดียวที่ทดสอบได้
  • ☐ เลือกว่าจะตั้งแบบมีทิศทางหรือไม่มีทิศทาง ตามน้ำหนักของวรรณกรรม
  • ☐ แปลงเป็นสมมติฐานทางสถิติ (H0/H1) ให้สอดคล้องกับสถิติที่จะใช้

สมมติฐานที่ดีมีลักษณะอย่างไร?

สมมติฐานที่ดีต้องทดสอบได้ด้วยข้อมูลจริง ระบุตัวแปรชัด และตั้งอยู่บนฐานเหตุผลหรือทฤษฎี ไม่ใช่การเดาลอย ๆ เกณฑ์ที่ใช้ตรวจตนเองได้ก่อนส่งอาจารย์มีดังนี้

  • ☐ ทดสอบได้ (testable) มีวิธีเก็บข้อมูลมายืนยันหรือปฏิเสธได้
  • ☐ ชัดเจน (clear) ระบุตัวแปรและทิศทางความสัมพันธ์โดยไม่กำกวม
  • ☐ กระชับ (concise) หนึ่งสมมติฐานต่อหนึ่งความสัมพันธ์
  • ☐ มีฐานรองรับ เชื่อมโยงกับทฤษฎีหรือผลวิจัยที่ผ่านมา
  • ☐ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ตอบคำถามวิจัยได้ตรง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตั้งสมมติฐาน

สมมติฐานกับวัตถุประสงค์การวิจัยต่างกันอย่างไร?

วัตถุประสงค์บอกว่าต้องการศึกษาอะไร ส่วนสมมติฐานบอกว่าคาดว่าผลจะเป็นอย่างไร วัตถุประสงค์จึงเป็นเป้าหมาย ขณะที่สมมติฐานเป็นคำตอบล่วงหน้าที่รอการทดสอบ ทั้งสองต้องสอดคล้องกันแต่ทำหน้าที่คนละอย่าง

งานวิจัยทุกเรื่องต้องมีสมมติฐานหรือไม่?

ไม่จำเป็น งานเชิงสำรวจหรือเชิงคุณภาพที่มุ่งทำความเข้าใจปรากฏการณ์ใหม่อาจใช้คำถามวิจัยแทนสมมติฐานได้ สมมติฐานจะจำเป็นเมื่อมีทฤษฎีหรือข้อมูลพอให้คาดการณ์ความสัมพันธ์ และต้องการทดสอบด้วยสถิติ

H0 กับ H1 คืออะไร?

H0 (null hypothesis) คือสมมติฐานที่ว่าไม่มีความแตกต่างหรือความสัมพันธ์ ส่วน H1 (alternative hypothesis) คือสิ่งที่ผู้วิจัยคาดว่าจะพบ การทดสอบทางสถิติคือการหาหลักฐานว่าจะปฏิเสธ H0 ได้หรือไม่

ควรตั้งสมมติฐานก่อนหรือหลังทบทวนวรรณกรรม?

หลังทบทวนวรรณกรรมเสมอ เพราะสมมติฐานที่ดีต้องตั้งอยู่บนสิ่งที่งานก่อนหน้าค้นพบ การตั้งก่อนอ่านงานผู้อื่นเสี่ยงที่จะซ้ำ ขัดแย้งกับองค์ความรู้ หรือคาดการณ์โดยไม่มีฐานรองรับ

สมมติฐานมีทิศทางกับไม่มีทิศทางเลือกใช้เมื่อไร?

ใช้แบบมีทิศทางเมื่อวรรณกรรมหรือทฤษฎีชี้ชัดว่าความสัมพันธ์ควรไปทางใด และใช้แบบไม่มีทิศทางเมื่อยังไม่มีหลักฐานพอจะฟันธงทิศทาง การเลือกนี้ยังผูกกับการทดสอบแบบทางเดียวหรือสองทางด้วย

#รับปรึกษาวิทยานิพนธ์ #งานวิจัย #รับปรึกษา #สอนบทความวิจัย #บทความวิชาการ

#การสร้างเครื่องมืองานวิจัย #แบบสอบถาม #เขียนวิทยานิพนธ์ #คอร์ทออนไลน์

▶️ YouTube : bit.ly/iamthesisTH

✨ Website: http://www.iamthesis.com/

?คลิก : https://www.facebook.com/messages/iamthesis

☎️มีข้อสงสัยติดต่อ 096-896-8587

Get 30% off your first purchase

Close Welcome Bar