มาตรลิเคิร์ตที่ทุกคนใช้ แต่ไม่ใช่ทุกคนออกแบบถูก
มาตราส่วนประมาณค่าแบบลิเคิร์ต (Likert Scale) เป็นมาตรวัดที่นักวิจัยทางสังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ของไทยนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในการวัดความคิดเห็น ทัศนคติ และระดับการปฏิบัติ ด้วยความคุ้นเคยจนแทบกลายเป็นค่าเริ่มต้นของแบบสอบถาม อย่างไรก็ตาม เครื่องมือประเภทนี้ยังมีจุดที่ผู้วิจัยจำนวนมากออกแบบหรือแปลผลไม่ถูกต้อง เช่น การกำหนดจำนวนระดับ การใช้คำบรรยายระดับ และการตีความว่าเป็นมาตรจัดลำดับหรือมาตรอันตรภาค (รณกฤต ผลแม่น และมาลีรัตน์ ขจิตเนติธรรม, 2567)
บทความนี้จะอธิบายว่ามาตรลิเคิร์ตคืออะไร มีองค์ประกอบและประเด็นสำคัญในการออกแบบอย่างไร พร้อมตัวอย่างการให้คะแนนและการแปลผลค่าเฉลี่ย เพื่อให้ผู้อ่านออกแบบมาตรลิเคิร์ตได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับงานวิจัยของตน
มาตรลิเคิร์ตคืออะไร
มาตรลิเคิร์ตพัฒนาโดย Rensis Likert ในปี ค.ศ. 1932 (Likert, 1932) เป็นมาตรวัดที่ให้ผู้ตอบแสดงระดับความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยต่อข้อความที่กำหนด โดยแต่ละระดับมีค่าน้ำหนักคะแนนกำกับ แล้วนำคะแนนของข้อความหลายข้อที่วัดเรื่องเดียวกันมารวมหรือเฉลี่ยเพื่อสะท้อนเจตคติโดยรวม จุดเด่นคือสร้างง่าย ตอบง่าย และนำไปวิเคราะห์ทางสถิติได้สะดวก จึงเหมาะกับการวัดตัวแปรเชิงนามธรรม เช่น ความพึงพอใจ แรงจูงใจ หรือการรับรู้
หลักคิดสำคัญของลิเคิร์ตคือ เจตคติเป็นสิ่งที่วัดได้จากการรวมความเห็นต่อข้อความหลายข้อที่สัมพันธ์กัน ไม่ใช่จากข้อความเพียงข้อเดียว ดังนั้นมาตรลิเคิร์ตที่ดีจึงควรมีข้อความหลายข้อต่อหนึ่งองค์ประกอบของตัวแปร เพื่อให้คะแนนรวมสะท้อนเจตคติได้อย่างมั่นคงและลดความคลาดเคลื่อนจากข้อความรายข้อ
องค์ประกอบและการให้คะแนนของมาตรลิเคิร์ต
มาตรลิเคิร์ตประกอบด้วยสามส่วน ได้แก่ ข้อความ (Statement) ที่สื่อถึงเจตคติต่อสิ่งที่ต้องการวัด ตัวเลือกระดับความรู้สึก และค่าน้ำหนักคะแนนของแต่ละระดับ ตัวอย่างมาตร 5 ระดับพร้อมค่าน้ำหนักและเกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ยแสดงในตารางที่ 1
ตารางที่ 1 ตัวอย่างมาตรลิเคิร์ต 5 ระดับ ค่าน้ำหนักคะแนน และเกณฑ์แปลความหมาย
| ระดับความคิดเห็น | ค่าน้ำหนัก (ข้อความเชิงบวก) | ช่วงค่าเฉลี่ยและการแปลผล |
| เห็นด้วยอย่างยิ่ง | 5 | 4.21 – 5.00 (มากที่สุด) |
| เห็นด้วย | 4 | 3.41 – 4.20 (มาก) |
| ไม่แน่ใจ/ปานกลาง | 3 | 2.61 – 3.40 (ปานกลาง) |
| ไม่เห็นด้วย | 2 | 1.81 – 2.60 (น้อย) |
| ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง | 1 | 1.00 – 1.80 (น้อยที่สุด) |

สำหรับข้อความเชิงลบ ต้องให้คะแนนกลับด้าน คือ เห็นด้วยอย่างยิ่งได้ 1 คะแนน ไปจนถึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งได้ 5 คะแนน เพื่อให้ทิศทางของคะแนนสอดคล้องกันทั้งฉบับก่อนนำไปวิเคราะห์
ตัวอย่างข้อความเชิงบวก เช่น “ฉันรู้สึกพอใจกับการให้บริการของหน่วยงานนี้” ส่วนข้อความเชิงลบ เช่น “ฉันรู้สึกว่าขั้นตอนการให้บริการยุ่งยากเกินไป” การออกแบบให้มีทั้งข้อความเชิงบวกและเชิงลบช่วยลดการตอบแบบอัตโนมัติโดยไม่อ่านข้อความ แต่ต้องไม่ลืมปรับคะแนนของข้อความเชิงลบให้กลับด้านก่อนรวมคะแนน
ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาในการออกแบบมาตรลิเคิร์ต
การออกแบบมาตรลิเคิร์ตให้มีคุณภาพมีประเด็นที่ควรพิจารณาหลายประการ (รณกฤต ผลแม่น และมาลีรัตน์ ขจิตเนติธรรม, 2567) ดังนี้
มาตรจัดลำดับหรือมาตรอันตรภาค
โดยหลักการ คะแนนลิเคิร์ตเป็นข้อมูลจัดลำดับ (Ordinal) แต่ในทางปฏิบัติ นักวิจัยส่วนใหญ่นำมาคำนวณค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเสมือนเป็นข้อมูลอันตรภาค (Interval) ผู้วิจัยจึงควรเข้าใจข้อสมมติข้อนี้และระบุให้ชัดเจน เพื่อเลือกสถิติวิเคราะห์ได้อย่างเหมาะสม
ควรใช้กี่ระดับ
มาตร 5 ระดับเป็นที่นิยมเพราะสมดุลระหว่างความละเอียดกับความง่ายในการตอบ แต่บางงานอาจใช้ 6 หรือ 7 ระดับเพื่อเพิ่มความละเอียดของการวัด ทั้งนี้ต้องชั่งน้ำหนักกับภาระของผู้ตอบ จำนวนระดับที่มากเกินไปอาจทำให้ผู้ตอบแยกแยะความแตกต่างได้ยาก
นอกจากนี้ จำนวนระดับยังควรสอดคล้องกับกลุ่มผู้ตอบ หากผู้ตอบเป็นเด็กหรือผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับการประเมิน การใช้ระดับน้อย เช่น 3 หรือ 5 ระดับ จะเข้าใจง่ายกว่าการใช้ 7 ระดับ
มาตรแบบคี่หรือแบบคู่
มาตรแบบคี่ เช่น 5 ระดับ มีจุดกึ่งกลาง (ไม่แน่ใจ/ปานกลาง) ให้ผู้ตอบเลือกได้ ขณะที่มาตรแบบคู่ เช่น 4 หรือ 6 ระดับ ไม่มีจุดกึ่งกลาง จึงบังคับให้ผู้ตอบเลือกข้างใดข้างหนึ่ง ผู้วิจัยควรเลือกให้เหมาะกับธรรมชาติของเรื่องที่ศึกษา หากกังวลว่าผู้ตอบจะเลือกตรงกลางเพื่อเลี่ยงการตัดสินใจ อาจพิจารณาใช้มาตรแบบคู่
ความกว้างของช่วงและการใช้คำบรรยายระดับ
การกำหนดความกว้างของช่วงและค่าน้ำหนักควรมีความสมดุล และการเลือกคำบรรยายแต่ละระดับต้องสื่อความหมายชัดเจน เรียงลำดับความเข้มของความรู้สึกอย่างสม่ำเสมอ ไม่กำกวมหรือเหลื่อมล้ำกัน เพื่อให้ผู้ตอบเข้าใจตรงกันและคะแนนสะท้อนเจตคติได้อย่างเที่ยงตรง
การกำหนดเกณฑ์แปลผลค่าเฉลี่ย
การแปลผลค่าเฉลี่ยของมาตรลิเคิร์ตนิยมแบ่งช่วงเท่ากันด้วยวิธีอันตรภาคชั้น โดยคำนวณความกว้างของแต่ละช่วงจากสูตร
ความกว้างอันตรภาคชั้น = (คะแนนสูงสุด − คะแนนต่ำสุด) ÷ จำนวนระดับ
สำหรับมาตร 5 ระดับ จะได้ความกว้าง = (5 − 1) ÷ 5 = 0.80 จึงแบ่งช่วงการแปลผลได้เป็น 1.00–1.80 (น้อยที่สุด), 1.81–2.60 (น้อย), 2.61–3.40 (ปานกลาง), 3.41–4.20 (มาก) และ 4.21–5.00 (มากที่สุด) ดังที่แสดงในตารางที่ 1 ทั้งนี้ การแบ่งช่วงให้เท่ากันหรือไม่เท่ากันสามารถทำได้ ขึ้นอยู่กับเรื่องและวัตถุประสงค์ของการวิจัย
สิ่งสำคัญคือ ผู้วิจัยต้องกำหนดเกณฑ์การแปลผลไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ขั้นออกแบบเครื่องมือ และระบุไว้อย่างชัดเจนในบทที่ 3 ของรายงานการวิจัย เพื่อให้การแปลผลในบทที่ 4 มีความสอดคล้องและตรวจสอบได้
เปรียบเทียบมาตรแบบคี่กับแบบคู่
เพื่อช่วยในการตัดสินใจ ตารางที่ 2 สรุปจุดเด่นและข้อจำกัดของมาตรแบบคี่และแบบคู่
ตารางที่ 2 เปรียบเทียบมาตรลิเคิร์ตแบบคี่กับแบบคู่
| ประเด็น | แบบคี่ (เช่น 5 ระดับ) | แบบคู่ (เช่น 4, 6 ระดับ) |
| จุดกึ่งกลาง | มี (เลือกเป็นกลางได้) | ไม่มี (ต้องเลือกข้าง) |
| จุดเด่น | ตอบง่าย สบายใจ | ลดการตอบกลาง ๆ |
| ข้อจำกัด | อาจมีผู้เลือกกลางมาก | อาจฝืนความรู้สึกผู้ตอบ |
| เหมาะกับ | เรื่องทั่วไป | เรื่องที่ต้องการจุดยืนชัด |

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้มาตรลิเคิร์ต
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ได้แก่ การเขียนข้อความที่วัดหลายประเด็นในข้อเดียว การลืมให้คะแนนกลับด้านสำหรับข้อความเชิงลบ การใช้คำบรรยายระดับที่กำกวมหรือเรียงความเข้มไม่สม่ำเสมอ และการแปลผลค่าเฉลี่ยโดยไม่กำหนดเกณฑ์ช่วงให้ชัดเจนล่วงหน้า ผู้วิจัยควรตรวจสอบประเด็นเหล่านี้ตั้งแต่ขั้นออกแบบเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีคุณภาพ
อย่าลืมตรวจสอบคุณภาพก่อนนำไปใช้
แม้มาตรลิเคิร์ตจะออกแบบมาดีเพียงใด ก็ยังต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพเช่นเดียวกับเครื่องมือวิจัยทั่วไป ทั้งการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาด้วยค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญ และการหาค่าความเชื่อมั่นด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคหลังการทดลองใช้ (มณีรัศมิ์ พัฒนสมบัติสุข, 2564) ทั้งสองขั้นตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างแบบสอบถามที่มีคุณภาพ ตัวอย่างงานวิจัยไทยที่รายงานค่าคุณภาพไว้ชัดเจน เช่น การพัฒนาเครื่องมือวัดด้วยมาตรประมาณค่า 5 ระดับที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง .67 ถึง 1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับระหว่าง .845 ถึง .881 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ (ธีรวัฒน์ ศรีบุรมย์ และกนิษฐ์ ศรีเคลือบ, 2566) ตัวเลขเหล่านี้คือหลักฐานว่าเครื่องมือวัดได้จริงก่อนนำไปเก็บข้อมูล ซึ่งสามารถศึกษารายละเอียดได้จากบทความที่เกี่ยวข้องในชุดเดียวกัน
คำถามที่พบบ่อย
คะแนนลิเคิร์ตนำมาหาค่าเฉลี่ยได้หรือไม่
ในทางปฏิบัตินักวิจัยส่วนใหญ่นำมาหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานได้ โดยถือเสมือนเป็นข้อมูลอันตรภาค แต่ควรระบุข้อสมมตินี้และเลือกสถิติให้เหมาะสมกับลักษณะข้อมูล
ควรมีตัวเลือก “ไม่แน่ใจ” ตรงกลางหรือไม่
ขึ้นอยู่กับเรื่องที่ศึกษา หากต้องการให้ผู้ตอบแสดงจุดยืนชัดเจนอาจใช้มาตรแบบคู่ที่ไม่มีจุดกึ่งกลาง แต่หากเรื่องนั้นการเป็นกลางเป็นคำตอบที่สมเหตุสมผล ก็ควรมีตัวเลือกตรงกลางไว้

สรุป
มาตรลิเคิร์ตเป็นเครื่องมือวัดเจตคติที่นักวิจัยไทยเลือกใช้มากที่สุด ด้วยเหตุผลที่เข้าใจได้ คือสร้างง่าย ตอบง่าย และนำไปวิเคราะห์ทางสถิติได้สะดวก แต่ความคุ้นเคยนี้เองที่มักทำให้ผู้วิจัยมองข้ามรายละเอียดของการออกแบบไป การจะได้มาตรที่มีคุณภาพจึงไม่ได้ขึ้นกับการหยิบแบบสำเร็จรูปมาใช้ หากขึ้นกับการตัดสินใจหลายชั้นอย่างมีเหตุผล ทั้งจำนวนระดับที่เหมาะกับกลุ่มผู้ตอบ การเลือกมาตรแบบคี่หรือแบบคู่ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของเรื่องที่ศึกษา การใช้คำบรรยายระดับที่สื่อความหมายชัดและเรียงความเข้มอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนการให้คะแนนกลับด้านสำหรับข้อความเชิงลบก่อนนำไปรวมคะแนน
อีกประเด็นที่ผู้วิจัยควรตระหนักคือสถานะของข้อมูล โดยหลักการ คะแนนลิเคิร์ตเป็นข้อมูลจัดลำดับ แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกนำมาหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเสมือนเป็นข้อมูลอันตรภาค การยอมรับข้อสมมตินี้ไม่ใช่เรื่องผิด ตราบใดที่ผู้วิจัยเข้าใจและระบุไว้อย่างตรงไปตรงมา ที่สำคัญไม่แพ้กันคือการกำหนดเกณฑ์แปลผลค่าเฉลี่ยด้วยวิธีอันตรภาคชั้นไว้ล่วงหน้าตั้งแต่บทที่ 3 ไม่ใช่มากำหนดย้อนหลังให้เข้ากับผลที่ออกมา วินัยในจุดนี้คือสิ่งที่แยกแบบสอบถามที่น่าเชื่อถือออกจากแบบสอบถามที่เพียงดูเป็นระเบียบ
ท้ายที่สุด ไม่ว่ามาตรจะออกแบบมารัดกุมเพียงใด ก็ยังต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพก่อนนำไปใช้จริงเสมอ ทั้งการหาความตรงเชิงเนื้อหาด้วยค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) จากผู้เชี่ยวชาญ และการหาความเชื่อมั่นจากการทดลองใช้เครื่องมือ มาตรลิเคิร์ตที่ดีจึงไม่ได้เกิดจากการลอกแบบ แต่เกิดจากการคิดอย่างเป็นระบบตั้งแต่การนิยามตัวแปรไปจนถึงการแปลผล เมื่อผ่านกระบวนการเหล่านี้อย่างครบถ้วน เครื่องมือที่ได้จึงจะวัดในสิ่งที่ตั้งใจจะวัดได้อย่างเที่ยงตรง และให้ผลที่ผู้อ่านงานวิจัยเชื่อถือได้จริง (รณกฤต ผลแม่น และมาลีรัตน์ ขจิตเนติธรรม, 2567)
